1. ยาปฏิชีวนะมักจะเห็นผลค่อนข้างเร็วและ คุณอาจจะรู้สึกดีขึ้นหลังจากทานยาแค่ไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม การที่คุณรู้สึกดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณหยุดทานยาได้นะคะ คุณควรทานยาให้หมดคอร์สตามที่คุณหมอแนะนำ มิฉะนั้นเชื้อโรคอาจจะถูกกำจัดออกไปไม่หมดและ คุณอาจจะป่วยอีกก็ได้ค่ะ
2. คุณหมอของคุณจะเลือกยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอาการของคุณและ ประวัติของคุณ ดังนั้น คุณจึงไม่ควรทานยาปฏิชีวนะของคนอื่น หรือเก็บยาที่คุณหมอเคยจ่ายให้ครั้งก่อนไว้ทานครั้งหน้า เพราะอาการของแต่ละคนในการป่วยแต่ละครั้งไม่เหมือนกันและ การทานยาปฏิชีวนะโดยไม่ปรึกษาคุณหมอก่อน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้นะคะ
3. คุณควรจะถามคุณหมอว่ายาปฏิชีวนะที่คุณหมอจ่ายให้จะเริ่มมีผลภายในกี่วัน และหากคุณยังไม่รู้สึกดีขึ้น คุณควรจะทำอย่างไรต่อไป
4. ยาปฏิชีวนะอาจมีผลข้างเคียงเช่น อาการคลื่นไส้ ท้องเสีย หรือแพ้จนเป็นผื่นคันตามตัว นอกจากนั้น ยาปฏิชีวนะอาจจะกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกายและ ก่อให้เกิดโรคเชื้อราในช่องคลอดระหว่างทานยาปฏิชีวนะ ดังนั้น คุณควรถามคุณหมอว่ายาที่คุณหมอจ่ายให้มีผลข้างเคียงอะไรบ้างและ หากอาการของผลข้างเคียงรุนแรง หรือ ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ คุณควรปรึกษาคุณหมอว่ามียาตัวอื่นที่สามารถใช้แทนกันได้หรือไม่นะคะ
5. คุณควรถามคุณหมอว่าคุณควรทานยาปฏิชีวนะพร้อมอาหารหรือไม่และ เช็คว่าคุณต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไรบ้างระหว่างทานยาปฏิชีวนะ เช่น คุณต้องหลบแดดหรือไม่? ต้องเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลรึเปล่า? หรือต้องหลีกเลี่ยงการทานอาหารประภทใด ประเภทหนึ่งมั้ย?
6. คุณควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าต้องทานยาปฏิชีวนะอย่างไร เช่น "ทานยาวันละ 4 ครั้ง" หมายความว่าทุกๆ 6 ชั่งโมงรึเปล่า? หรือ พร้อมอาหาร 3 มื้อและ ก่อนนอน?
วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551
วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2551
สารก่อมะเร็งในอาหาร - Acrylamide

เจออีกแล้วค่ะ สารก่อมะเร็งที่มีชื่อว่า acrylamide (อาคริลาไมด์) ที่มีการวิจัยว่าสามารถก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองหากรับประทานในปริมานมาก
อาคริลาไมด์เป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่ออาหารที่มีส่วนประกอบเป็นคาร์โบไฮเดรต หรือ แป้งในปริมาณสูงถูกนำไปทอด คั่ว หรือ อบด้วยอุณหภูมิที่สูง ทาง FDA ของสหรัฐอเมริกาได้ทำการวิเคราะห์อาหารหลากหลายประเภทเพื่อค้นหาปริมาณของสารอาคริลาไมด์และ ผลที่ออกมาก็คือ:
- อาคริลาไมด์สามารถสร้างขึ้นได้จากน้ำตาลและ กรดอะมิโนที่มีอยู่ในอาหารโดยธรรมชาติ เมื่ออาหารเช่นมันฝรั่ง ข้าว ธัญพืช หรือ แม้กระทั่งเมล็ดกาแฟผ่านกระบวนการทอด คั่ว หรือ อบ ก็จะทำให้สารอาคริลาไมด์ถูกสร้างขึ้นมา และการวิจัยได้พบว่า อาหารที่ทอด คั่ว หรือ อบยิ่งนาน สารอาคริลาไมด์ก็จะถูกสร้างยิ่งมากด้วยค่ะ
- แต่การทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงแบบดิบๆ ก็จะป้องกันให้เราไม่ได้รับสารอาคริลาไมด์เข้าไป หากทานแบบดิบไม่ได้ การต้ม หรือ นึ่งอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ก็จะไม่ก่อให้เกิดการสร้างสารอาคริลาไมด์เช่นกัน นอกจากนั้น เนื้อสัตว์ นม ไข่และ อาหารทะเลก็ไม่มีสารอาคริลาไมด์ค่ะ
- อาหารที่พบเจอสารอาคริลาไมด์ในปริมาณที่สูงก็จะเป็นพวก เฟรนช์ ฟรายส์ มันฝรั่งอบ มันฝรั่งทอด กาแฟ ขนมปังปิ้ง ซีเรียลและ คุกกี้
- ทางนักวิทยาศาสตร์ของ FDA ได้แนะนำว่าหากคุณอยากทานมันฝรั่งก็ควรจะต้มหรือ ไมโครเวฟ แทนที่จะทอด หรือ อบ มากกว่านั้น การหั่นมันฝรั่งเป็นชิ้นบางๆและ นำไปแช่ในน้ำ 30 นาทีก่อนที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร สามารถลดปริมาณของสารอาคริลาไมด์ได้ด้วย และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการนำมันฝรั่งแช่ในตู้เย็นก่อนนำมาปรุงเป็นอาหาร กลับทำให้ก่อสารอาคริลาไมด์มากขึ้น ดังนั้นคุณควรเก็บมันฝรั่งไว้ในที่แห้งๆและ ไม่สว่างมากในครัวแทนนะคะ
- หากคุณเป็นคนที่ชอบทานขนมปังปิ้ง ก็ควรจะปิ้งไห้สีออกเหลืองนวลๆนิดเดียวก็พอ และพยายามอย่าทานส่วนที่เกรียมๆค่ะ
- ส่วนกาแฟเนี่ย เป็นอะไรที่นักวิทยาศาสตร์เองก็แก้กันไม่ตก เพราะเมล็ดกาแฟต้องผ่านการคั่วมาทั้งนั้น ดังนั้น คอกาแฟอาจจะต้องลองตัดใจดื่มกาแฟให้น้อยลง หรือเปลี่ยนมาดื่มชาแทนนะคะ
Reference: Limit Acrylamide in Diet, Mayo Clinic
ข้อเท็จจริงของการลดน้ำหนัก

ก่อนอื่น ทาง GNC Health Advisor ต้องขออภัยที่ช่วงนี้หายหน้าหายตาไปนานหน่อยนะคะ เนื่องจากว่าต้องไปสัมนาอัพเดทเทรนด์สุขภาพ เลยยังไม่ได้มีโอกาสมาอัพเดทเวบค่ะ
ล่าสุดที่ได้ไปงานคอนเวนชั่นที่ทาง GNC อเมริกาจัดให้ ดิฉันและ ทีมงานก็ได้พบกับบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมหน้าใหม่ๆอยู่หลายเจ้า แต่เท่าที่สังเกตุดูแล้ว ยังไม่มีเทรนด์หรือ นวัตกรรมใหม่ในผลิตภันฑ์อาหารเสริมสำหรับการลดน้ำหนัก ส่วนประกอบสำคัญในหลายๆยี่ห้อที่ดังๆในอเมริกาก็ยังเป็นสาร thermogenics หรือ สารที่เพิ่มอุณหภูมิในร่างกายเพื่อกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญ เช่น คาเฟอีน และ กวารานา เป็นต้น ซึ่งสารประเภทนี้เป็นสารที่ทางอ.ย.ของประเทศไทยไม่อนุญาติให้มีอยู่ในอาหารเสริมสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะมีผลข้างเคียงเช่นอาการหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ หรือ วิงเวียนศรีษะ คลื่นไส้
หากท่านผู้อ่านเคยลองสังเกตุดูด้วยตัวเอง อาจจะพบว่าเทรนด์ผลิตภันฑ์อาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักเป็นอะไรที่มาเร็วและ ไปเร็ว ที่เป็นอย่างนี้ก็เป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย ที่มักจะตามหา miracle pill ที่ทานแล้วสามารถเห็นผลอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องปรับวิถีชีวิตให้ออกกำลังกายมากขึ้น รับประทานอาหารให้น้อยลง และเลือกรับประทานเฉพาะอาหารที่ไม่มัน ไม่หวานจนเกินไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอาหารเสริมตัวใดที่จะสามารถมีประสิทธิผลเช่นนี้ (ยาลดความอ้วนที่มีผลกับประสาท อาจจะทำได้ แต่ท่านผู้อ่านคงจะคุ้นเคยกับความเสี่ยงต่อสุขภาพและ โยโย่ เอฟเฟกท์ ที่มากับยาลดความอ้วนประเภทนี้อยู่แล้วนะคะ)
การลดน้ำหนักที่ได้ผลที่สุดและปลอดภัยที่สุด เป็นการยึดหลักที่เรียกได้ว่า back to basics ซึ่งก็คือ การทานให้น้อยลงและ เผาผลาญให้มากขึ้น โดยอาหารเสริมสามารถช่วยได้เพียงแค่
- ให้คุณอิ่มเร็วขึ้น (กลุ่มไฟเบอร์ เช่น แอปเปิ้ล เพคติน, ไซเลี่ยม ซีด ฮัสค์, รำข้าวโอ๊ต)
- ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญน้ำตาลและ ไขมัน (สาหร่ายเคลป์, แอล-คาร์นิทีน, โครเมียม พิโคลิเนท)
อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมคือตัวเสริมส่วนหนึ่งเท่านั้น หากคุณทานอาหารเสริมอย่างต่อเนื่อง แต่ยังติดทานขนม ของหวาน ของทอด ของมัน ก็จะไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ของคุณได้หรอกนะคะ จริงๆแล้วการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการลดน้ำหนักเลยด้วยซ้ำ เพราะถึงคุณจะออกกำลังกาย 30 นาที ที่ฟิตเนส คุณก็อาจจะเผาผลาญไปเพียง 300 แคลอรี่ ซึ่งหากคุณไปทานผัดไท 1 จานที่มีถึง 400 กว่าแคลอรี่หลังออกกำลังกาย ก็จะเปรียบเสมือนว่าคุณไม่ได้ลดจำนวนแคลอรี่ต่อวันเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ
หากท่านผู้อ่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเคล็ดลับในการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ที่รวมไปด้วยการเตรียมพร้อมจิตใจ การเลือกอาหาร ฯลฯ ดิฉันขอแนะนำให้ลองเข้าไปดู GNC Diet Resource ที่ www.gnc.co.th/diet ค่ะ
นอกจากนั้น ทาง GNC Health Advisor มีความยินดีที่จะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ โดยคุณสามารถติดต่อเราได้ที่ GNC Health Line 02-640-1200 หรือที่ livewell@gnc.co.th นะคะ
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
วิตามิน B-12 กับโรคซึมเศร้า

วิตามิน B-12 และ วิตามิน B อื่นๆเช่น โฟเลต ต่างมีความสำคัญในกระบวนการสร้าง neurotransmitters ที่ช่วยร่างกายของเราควบคุมอารมณ์
แพทย์ทั่วไปทราบมานานแล้วว่าการขาดวิตามิน B-12 มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้า การวิจัยในอาสาสมัคร 3,884 คน ที่ได้ตีพิมพ์ใน American Journal of Psychiatry ในปี 2002 ชี้ว่า คนที่ขาดวิตามิน B 12 มีโอกาสที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่มีปริมานของวิตามิน B 12 ในร่างกายอย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสถาบันวิจัยใดๆที่สามารถชี้ชัดได้ว่า การขาดวิตามิน B-12 เป็นสาเหตุ หรือ เป็นผลข้างเคียงของโรคซึมเศร้า เนื่องจากว่า การขาดวิตามิน B-12 อาจเกิดขึ้นเพราะผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าและ เบื่ออาหารจนรับสารอาหารได้ไม่เพียงพอก็ได้
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีอาการของโรคซึมเศร้าอยู่ คุณควรรีบไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาและ อย่าลืมพูดคุยกับจิตแพทย์เกี่ยวกับอุปนิสัยการรับประทานอาหารของคุณ เพื่อให้จิตแพทย์ได้มีข้อมูลอย่างครบถ้วนในการวินิจฉัยสาเหตุของโรคซึมเศร้าของคุณ บางครั้ง การปรับอุปนิสัยการรับประทานอาหารในครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน อาจจะช่วยให้อาการของคุณดีขึ้นได้ โดยที่ยังไม่ต้องรับประทานยาแก้โรคซึมเศร้า (antidepressants) อย่างไรก็ตาม การรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของจิตแพทย์นะคะ
Reference: Mayo Clinic
วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
สปาหูดีสำหรับคุณจริงหรือ?
สปาหู (Ear Candling) คือ การใช้เทียนเสียบเข้าไปในรูหูแล้วจุดไฟเพื่อให้เกิดสูญญากาสและ สูบขี้หูออกมา สปาหูเป็นเทรนด์สุขภาพที่หลายๆสปาในประเทศไทยเริ่มโปรโมทในช่วงนี้ บ้างก็ชูว่าการทำสปาหูสามารถลดไมเกรน แก้ไขความไม่สมดุลของน้ำในหู ฯลฯ แต่ก่อนที่คุณจะรีบไปทดลองทรีตเมนท์อันใหม่นี้ เรามีความคิดเห็นของ พ.ญ. Jennifer Mullen จาก Massachusetts Eye and Ear Infirmary ที่ Boston มาให้อ่านค่ะ
พ.ญ. Mullen ได้กล่าวว่า ขี้หูเป็นสิ่งที่ช่วยกันน้ำให้รูหู และยังสามารถช่วยป้องกัยการติดเชื้อในหูด้วยเพราะขี้หูมีความเป็นกรด คนทั่วไปจึงไม่มีความจำเป็นต้องกำจัดขี้หูออกไป อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่มีขี้หูในปริมานที่มากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้คนเหล่านั้นมีอาการคันในหู หรือ การได้ยินไม่ค่อยชัด
แต่การทำสปาหูก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับคนที่มีปริมานขี้หูเยอะกว่าปกติ เพราะการทำสปาหูอาจทำให้คุณหูหนวกได้ด้วยซ้ำ พ.ญ. Mullen ชี้ว่า เธอได้รักษาผู้ป่วยหลายรายที่มีปัญหาหลังจากการทำสปาหู เช่น รูหู หรือ แก้วหูไหม้
วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือการไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านตา หู คอ จมูก ซึ่งแพทย์อาจจะจ่ายยาหยอดสำหรับหู หรือใช้เครื่องมือแพทย์ที่ปลอดภัยกำจัดขี้หูที่มากเกินไป
สุดท้ายนี้ พ.ญ. Mullen ได้เตือนว่า ไม่ควรนำคอตตอน บัด หรือ ก้านสำลีเสียบเข้าไปในรูหูเพื่อแคะขี้หู เพราะอาจทำให้แก้วหูแตกได้ค่ะ
Reference: Web MD
พ.ญ. Mullen ได้กล่าวว่า ขี้หูเป็นสิ่งที่ช่วยกันน้ำให้รูหู และยังสามารถช่วยป้องกัยการติดเชื้อในหูด้วยเพราะขี้หูมีความเป็นกรด คนทั่วไปจึงไม่มีความจำเป็นต้องกำจัดขี้หูออกไป อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่มีขี้หูในปริมานที่มากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้คนเหล่านั้นมีอาการคันในหู หรือ การได้ยินไม่ค่อยชัด
แต่การทำสปาหูก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับคนที่มีปริมานขี้หูเยอะกว่าปกติ เพราะการทำสปาหูอาจทำให้คุณหูหนวกได้ด้วยซ้ำ พ.ญ. Mullen ชี้ว่า เธอได้รักษาผู้ป่วยหลายรายที่มีปัญหาหลังจากการทำสปาหู เช่น รูหู หรือ แก้วหูไหม้
วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือการไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านตา หู คอ จมูก ซึ่งแพทย์อาจจะจ่ายยาหยอดสำหรับหู หรือใช้เครื่องมือแพทย์ที่ปลอดภัยกำจัดขี้หูที่มากเกินไป
สุดท้ายนี้ พ.ญ. Mullen ได้เตือนว่า ไม่ควรนำคอตตอน บัด หรือ ก้านสำลีเสียบเข้าไปในรูหูเพื่อแคะขี้หู เพราะอาจทำให้แก้วหูแตกได้ค่ะ
Reference: Web MD
วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

จากการวิจัยของ National Breast Cancer Coalition ที่อเมริกา ผู้หญิง 3 ใน 4 คนคิดว่าตัวเองมีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมค่อนข้างมาก แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้หญิงหลายคนยังมีความรู้ที่ผิดๆเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม GNC จึงนำข้อมูลมาชี้แจงให้คุณผู้หญิง ณ ที่นี้ค่ะ
1. 56% ของผู้หญิงเชื่อว่า การมีสมาชิกในครอบครัวที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม หมายความว่าตัวเองจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
แต่ในความป็นจริงแล้ว น้อยกว่า 10% ของคนที่เป็นมะเร็งเต้านมมีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ อายุของคุณต่างหากค่ะ ที่เป็นความเสี่ยงที่สูงที่สุดต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
2. 38% ของผู้หญิงเชื่อว่า การตรวจเต้านมด้วยตนเอง เป็นวิธีพตรวจพบบมะเร็งเต้านมที่ดีที่สุด
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การตรวจด้วยเครื่อง mammogram ที่โรงพยาบาล เป็นวิธีเดียวที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะแรกได้จริงค่ะ
3. 70% ของผู้หญิงเชื่อว่าการรับประทานผัก ผลไม้และ ธัญพืชเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ทว่าแท้ที่จริงแล้ว การวิจัยกว่า 8 ปี ในผู้หญิง 48,000 รายพบว่าการรับประทานผัก ผลไม้และธัญพืชเป็นประจำไม่มีผลในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม แต่สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งประเภทอื่น
สิ่งที่สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้จริง คือ การออกกำลังกายเป็นประจำและ การมีน้ำหนักตัวที่พอดีค่ะ
Reference: Prevention Magazine, March 2008
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ทานยาลดกรดในกระเพาะบ่อยๆอันตรายหรือไม่?

นายแพทย์ Jay W. Marks จาก MedicineNet ได้ชี้แจงว่า การทานยาลดกรดในกระเพาะมักจะมีผลข้างเคียงเช่น ท้องผูก (จากยาลดกรดชนิดที่มีอลูมินัม) หรือ ท้องร่วง (จากยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม)
การรับประทานยาลดกรดชนิดที่มีแคลเซียม คาร์โบเนต มากเกินไป อาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลย์ของระดับแคลเซียมและ กรดในร่างกาย ซึ่งจะทำให้มีผลเสียต่อไต นอกจากนั้น ยาลดกรดชนิดที่มีแคลเซียมอาจทำให้ร่างกายหลั่งกรดออกมามากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีผลในการลดกรดในช่วงแรกหลังการรับประทานยา
ในผู้ป่วยที่มีโรคไต สารอลูมินัมจากยาลดกรดที่มีอลูมินัมอาจสะสมในร่างกายด้วย ซึ่งอาจจะเป็นพิษต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารในบางครั้ง บางคราว หรือแม้กระทั่งการรับประทานทุกวัน ยังถือว่าเป็นระดับที่ปลอดภัยอยู่ค่ะ
Labels:
กรดในกระเพาะ,
ท้องผูก,
ท้องร่วง,
ยาลดกรด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)